หน้าที่ในการยื่นแบบและชำระภาษีเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีอยู่แล้ว แต่หลายๆท่านอาจจะให้สำนักงานบัญชีดำเนินการให้ก็อาจจะไม่ทราบว่าจริงๆแล้วนั้นต้องทำการขออนุมัติก่อน ซึ่งในที่นี้เรามาทำความรู้จักและทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งในที่นี้เรายกมา 3 กรณีหลักๆที่หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินหรือเคยผ่านตากันมาบ้างค่ะ

1. เฉลี่ยภาษีซื้อ คือ การปันส่วนภาษีซื้อของผู้ประกอบกิจการ ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยผู้ประกอบการที่มีรายได้ทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยไม่สามารถแยกได้อย่างชัดเจนว่า สินค้าหรือบริการที่นำมาใช้นั้นเป็นประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่เสีย จึงต้องนำภาษีซื้อที่เกิดขึ้นมาเฉลี่ยตามส่วนของกิจการที่ผู้ประกอบการนำภาษีมูลค่าเพิ่มไปใช้ หากผู้ประกอบการไม่ทำการเฉลี่ยภาษีซื้อจะถือว่าเป็นภาษีซื้อต้องห้ามทั้งจำนวน

การเฉลี่ยภาษีซื้อแบ่งออกได้ 2 วิธี ดังนี้

  • การเฉลี่ยภาษีซื้อตามส่วนของรายได้ โดยการประมาณการสัดส่วนของรายได้ที่จะเกิดขึ้นทั้งปี แล้วทำการปันส่วนภาษีซื้อตามสัดส่วน เช่นภาษีค่าซื้อทรัพย์สินส่วนกลาง และภาษีซื้อค่าใช้จ่ายส่วนกลาง
  • การเฉลี่ยภาษีซื้อตามพื้นที่การใช้อาคาร โดยการประมาณการสัดส่วนการใช้พื้นที่อาคารแล้วทำการปันส่วนภาษีซื้อตามสัดส่วน เช่น ภาษีซื้อที่เกิดจากกิจการก่อสร้างอาคารเพื่อใช้ในกิจการ VAT และ NON-VAT

***กรณีผู้ประกอบการเลือกวิธีเฉลี่ยภาษีซื้อแบบใดอยู่แล้วต้องการจะเปลี่ยนเฉลี่ยที่ใช้อยู่ ผู้ประกอบการต้องทำหนังสือถึงอธิบดีกรมสรรพากรเพื่อขออนุมัติให้มีการเปลี่ยนแปลงก่อนดำเนินการเฉลี่ย

2. ยื่นแบบภาษีมูลค่าเพิ่มรวม คือ กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง เช่น มีสำนักงานสาขาเพิ่มจากสำนักงานใหญ่ ให้ผู้ประกอบการแยกยื่นแบบแสดงรายการภาษี (ภ.พ.30) และชำระภาษีเป็นรายสถานประกอบการ เว้นแต่ผู้ประกอบการจะยื่นคำขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน (ภ.พ.02) โดยสามารถยื่นแบบ ภ.พ.02 ได้ที่สำนักงานสรรพากรแห่งใหญ่ตั้งอยู่หรือยื่นผ่านออนไลน์ได้ที่ www.rd.go.th หรือสามารถอ่านวิธีการยื่นทางออนไลน์ได้ที่นี่

3. การใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีก เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านทอง ร้านอาหาร โรงแรม ที่มีผู้ซื้อหรือรับบริการจำนวนมากต่อวัน หากผู้ประกอบการประสงค์จะใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน หรือเครื่อง POSS (Point of Sale System) เพื่อออกใบกำกับภาษีอย่างย่อแทนการออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งก่อนจะติดตั้งเครื่องเก็บเงินนั้นต้องขออนุมัติต่ออธิบดีกรมสรรพากร ณ พื้นที่สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่โดยการยื่นแบบ ภ.พ.06 และเอกสารแนบต่างๆ เช่น คุณสมบัติเครื่องโดยย่อ รายละเอียดรุ่น ยี่ห้อ หมายเลขเครื่อง แผนผังที่ตั้งของเครื่อง เป็นต้น

อย่างไรก็ดีหากต่อมาต้องการจำหน่าย ระงับ หรือย้ายเครื่องไปติดตั้งที่อื่นต้องยื่นแบบ ภ.พ.06.1 และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบภายใน 7 วันก่อนทำการย้ายหรือจำหน่ายแต่ถ้าหากมีเหตุสุวิสัยจริงๆสามารถยื่นแบบได้ช้าสุดคือหลังจากย้ายเครื่องแล้วภายใน 7 วัน (***กรณีย้ายหมายถึงย้ายออกจากสถานประกอบการเดิมไปที่ใหม่ แต่หากย้ายภายในสถานประกอบการเดิมไม่ต้องแจ้ง)

ทั้งนี้ไม่ได้มีแค่ 3 กรณีนี้เท่านั้นที่ต้องขออนุมัติก่อน ยังมีอีกหลายอย่างด้วยกันที่อาจจะต้องมีการขออนุมัติก่อนการใช้งาน ท่านทั้งหลายควรศึกษาให้ดีจะได้ไม่โดยค่าปรับในภายหลังแต่ถ้าหากสงสัยไม่เข้าใจว่าสิ่งที่กิจการที่ท่านทำอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ให้เราฟอร์เวิร์ดช่วยดูให้คะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี