หลายๆท่านอาจจะพอเคยทราบข่าวมาบ้างเกี่ยวกับการที่ซื้อของแบรนด์เนมแล้วนำติดตัวเข้ามาในประเทศทำให้โดนภาษี คงจะสงสัยกันใช่ไหมคะว่าซื้อมาเพื่อใช้ส่วนตัวทำไมจะต้องจ่ายภาษีด้วย เพราะเนื่องจากถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีก็อาจจะมีบุคคลที่ใช้ช่องโหวตรงนี้นำเข้าสินค้าเข้ามาทำธุรกิจรับหิ้วและจำหน่ายสินค้าแบรนด์เนม หรือแอบหิ้วเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีศุลกากรที่ถูกต้อง เข้าข่ายการหนีภาษีนั้นเอง ซึ่งก็จะทำให้ผู้ที่นำข้ามาอย่างถูกกฎหมายได้รับผลกระทบอีกด้วยค่ะ กฎหมายศุลกากรจึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในเเรื่องการปฏิบัติพิธีการศุลกากรของติดตัวผู้โดยสารที่นำติดตัวเข้ามาหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรพร้อมกับตนทางท่าอากาศยาน ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 ไว้

สินค้าแบรนด์เนมที่ได้รับการยกเว้นอากร

กฎหมายได้กำหนดให้ของที่ได้รับการยกเว้นจะต้องเป็น ของส่วนตัวที่นำเข้ามาพร้อมกับตนเองใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพและมีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ แล้วจำนวนเท่าไหร่ถึงจะพอสมควรแก่ฐานะ ซึ่งอธิบดีได้กำหนดให้ของที่มีค่ารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท ได้รับยกเว้นอากร ดังนั้นสินค้าแบรนเนมที่นำเข้ามาราคารวมกันไม่เกิน 20,000 บาท ย่อมเป็นของที่ได้รับการยกเว้น

สินค้าแบรนด์เนมที่ต้องชำระอากร

หากเป็นของที่นำติดตัวเข้ามาแล้วมีมูลค่ารวมกันเกิน 20,000 บาท ก็จะต้องเสียภาษีนำเข้า แต่บางกรณีถึงแม้จะมีมูลค่าไม่ถึง 20,000 บาทก็ตาม แต่ปรากฎว่าเป็นของที่มีลักษณะในเชิงพาณิชย์ของนั้นก็ต้องเสียภาษีอากรด้วยเช่นกัน แล้วถ้าหากนำของที่มูลค่าสูงหรือของแบรนด์เนมออกไปล่ะ การจะนำกลับเข้ามาก็ยังเห็นว่าหลายๆท่านโดนเรียกไปตรวจอยู่ดีถึงแม้ว่าจะเป็นของส่วนตัวที่นำออกไปใช้แล้วนำกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ก่อนที่จะนำของดังกล่าวออกนอกประเทศผู้โดยสารจะต้องนำของดังกล่าวพร้อมบัตรที่นั่งบนเครื่องบิน หนังสือเดินทาง และตั๋วโดยสาร มาแสดงแก่พนักงานศุลกากร ณ ที่ทำการขาออกเพื่อบันทึกรายละเอียดและรับสำเนาเอกสารไว้สำหรับแสดงต่อเจ้าหน้าที่ในวันที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศได้เลย

อัตราภาษีอากรสินค้าแบรนด์เนม แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  1. พิกัดศุลกากร :เป็นเครื่องมือในการดำเนินการนโยบายทางการค้า จำแนกประเภทสินค้า หรือจัดหมวดหมู่ของให้เป็นระบบเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร และควมคุมสินค้าต้องห้าม
  2. อัตราศุลการกร (อัตราอากร) : ส่วนที่กำหนดว่าประเภทใดต้องชำระอากรเท่าใด ในส่วนของสินค้าแบรนด์เนมจะมีการกำหนดอากรขาเข้าไว้ ดังนี้
  • คิดภาษี 30% สำหรับสินค้าประเภทเสื้อผ้า หมวก เข็มขัด รองเท้า เครื่องสำอาง น้ำหอม
  • คิดภาษี 20% สำหรับสินค้ากระเป๋าแบรนด์เนม
  • คิดภาษี 10% สำหรับสินค้าที่เป็น CD DVD อัลบั้มเพลง ตุ๊กตา
  • คิดภาษี 5% สำหรับสินค้านาฬิกาข้อมือ แว่นตา แว่นกันแดด
  • ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าอุปกรณ์ไอทีต่างๆ แผงวงจรไฟฟ้า โทรศัพท์ กล้อง แต่ยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%

นอกจากจะจัดเก็บภาษีนำเข้าแล้ว กรมศุลกากรจะต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยในอัตราร้อยละ 7 โดยคำนวณตามราคาสินค้าที่บวกภาษีนำเข้าแล้ว

ทั้งนี้หากใครที่กำลังจะซื้อสินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศเข้ามาควรคำนวณราคาให้ดีว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นรวมกันแล้วเกินจำนวน 20,000 บาท หรือไม่ ถ้าเกินจำเป็นต้องเสียภาษีอากรถึงแม้ของนั้นจะซื้อมาเพื่อใช้ส่วนตัวก็ตาม