การยื่นชำระภาษีนั้น ผู้เสียภาษีสามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้หลายรายการ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยการบริจาคเงิน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถนำมาใช้เพื่อลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน ซึ่งการบริจาคนั้นนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนผู้อื่นแล้วยังช่วยให้เราลดภาษีได้อีกด้วย ซึ่งในที่นี้เราจะมาบอกกันค่ะว่าบริจาคอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์ทางภาษีที่ดีที่สุดสำหรับทั้งผู้ให้แล้วก็ผู้รับกันค่ะ

การบริจาคสามารถลดหย่อนได้เท่าไหร่

  • เงินบริจาคทั่วไป สามารถหักลดหย่อนได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น
  • เงินบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) หักลดหย่อนได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน
  • เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษา/กีฬา/พัฒนาสังคม หักลดหย่อนได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน

บริจาคเพื่อส่งเสริมการศึกษา ที่หักลดหย่อนภาษีได้ มีสิทธิประโยชน์และเงื่อนไข ดังนี้

1. กรณีบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา

  • บุคคลธรรมดา : บริจาคเป็นเงินได้อย่างเดียว สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่า ของเงินที่จ่ายไปแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้ทั้งหมดที่ไดด้รับหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นแล้ว
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล : บริจาคเป็นเงินหรือทรัพย์สินก็ได้ สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่า ของรายจ่ายที่จ่ายไป แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อสาธารณะประโยชน์และเพื่อการศึกษาหรือกีฬา

เงื่อนไข

  • เป็นการบริจาคในโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ
  • เป็นการบริจาคให้แก่สถานศึกษาตามรายชื่อที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด
  • เป็นการบริจาคเพื่อการจัดหาวัสดุอุปกรณ์เพื่อการศึกษา แบบเรียน ตำรา หนังสือทางวิชาการ สื่อ และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา (กรณีบริจากคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ จะต้องเป็นของใหม่ไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน
  • ต้องมีหลักฐานจากสถานศึกษาที่พิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา (ใบเสร็จของสถานศึกษา)
  • บุคคลธรรมดาเมื่อใช้สิทธิตามมาตรานี้แล้วต้องไม่นำเงินบริจาคดังกล่าว ไปหักเป็นค่าลดหย่อนในฐานะเงินบริจาคอีก
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ใช้สิทธิตามมาตรการนี้ แล้วต้องไม่นำเงินบริจาคดังกล่าวไปหักเป็นรายจ่ายเพื่อการศึกษาอีก และจะต้องไม่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกันกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดศึกษาเอกชนนั้น

2. กรณีนิติบุคคลบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเพื่อสนับสนุนด้านสันทนาการในการจัดสร้างและการบำรุงสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ สนามกีฬา

  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล : สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายไป

สิ่งที่ต้องคำนึงถึง

รายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อสนับสนุนด้านสันทนาการเมื่อนำไปรวมกับรายจ่ายที่จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา จะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อสาธารณะประโยชน์และรายจ่ายเพื่อการศึกษากีฬา

3. กรณีโอนทรัพย์สินหรือสินค้าที่มีไว้ขายที่บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลมอบให้เพื่อสนับสนุนการศึกษา(ตามโครงการให้ 1 ได้ 2)

  • บุคคลธรรมดา : ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์
  • บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล : ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์

สิ่งที่ต้องคำนึงถึง

  • หักได้ตามต้นทุนมูลค่าสินค้าที่เหลืออยู่
  • เมื่อหักเป็นต้นทุนทางบัญชีแล้วไม่ควรหักเป็นค่าใช้จ่ายอีก
  • ไม่ถือเป็นมูลค่าขายที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ต้องมีหลักฐานจากสถานศึกษาที่พิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายที่จ่ายไปนั้นเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษา (ใบเสร็จของสถานศึกษา)

ประโยชน์จากการบริจาค

  • ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายไป
  • เพื่อสนับสนุนการศึกษา
  • เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทย
  • เพื่อรองรับเด็กพิการ และเด็กด้อยโอกาศทางสังคม

สถานศึกษาจะเข้าร่วมโครงการได้อย่างไร

  1. ต้องยื่นคำขอต่อกระทรวงศึกษาธิการ
  2. ต้องผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์
  3. ต้องแจ้งโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ต่อกรมสรรพากร เพื่อกำหนดให้เป็นโครการตามมาตรการ

สามารถเช็ครายชื่อสถานศึกษาได้ที่ไหน

สามารถเช็คได้ที่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือเช็คได้ที่นี่ https://www.rd.go.th/28654.html

ทั้งนี้โดยทั้วไปการบริจาคต่างๆก็จะได้สิทธิลดหย่อนอยู่แล้ว ทั้งบริจาคให้หน่วยงานด้านกีฬา หรือสถานพยาบาล เป็นต้น แต่ถ้าหากท่านทั้งหลายต้องการจะบริจาคอยู่แล้วลองเช็คประกาศจากกรมสรรพากรก่อนบริจาคอีกครั้งก็จะช่วยได้ค่ะ ถ้าหากเราได้ช่วยเหลือผู้อื่นแล้วยังได้รับสิทธิในการหักลดหย่อนอีกนั่นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี