หลายๆกิจการอาจมีสาขาหรือที่ตั้งสำนักงานอยู่ชาญเมือง อยู่ในที่ๆเดินทางไม่สะดวก หรือแม้แต่ต้องไปทำงานต่างจังหวัด ทำให้พนักงานต้องหาที่พักที่ใกล้ๆที่ทำงาน แต่ก็จะทำให้พนักงานนั้นมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น หลายกิจการจึงมีการให้สวัสดิการแก่พนักงาน โดยบางกิจการจะมีที่พักให้ฟรีไม่เรียกเก็บค่าเช่า บางกิจการอาจจะคิดค่าเช่าแต่ราคาจะถูกกว่าเช่าข้างนอก และแบบอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งในการให้สวัสดิการบ้านพักฟรีนั้นต้องมีระเบียบสวัสดิการกำหนดไว้ ไม่เลือกปฏิบัติ โดยภาษีที่จะต้องพิจารณา คือเมื่อนายจ้างให้ลูกจ้างอยู่บ้านพักฟรี ด้านนายจ้างอาจถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี และด้านพนักงานอาจถือเป็นประโยชน์เพิ่มของพนักงาน เพราะถ้าหากเป็นประโยชน์เพิ่มของพนักงานต้องนำมูลค่าที่อยู่บ้านฟรีมาถือเป็นเงินได้พึงประเมินของพนักงาน พร้อมนำมารวมคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับเงินเดือนค่าจ้างด้วย

การได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่าเป็นเงินได้พึงประเมิน กรมสรรพากรจึงกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ดังนี้

1. กรณีลูกจ้างอยู่บ้านนายจ้างโดยไม่เสียค่าเช่า

ให้คำนวณประโยชน์เพิ่มเป็นเงินได้พึงประเมินในอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือนหรือค่าจ้าง รวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี (ถ้ามี) โดยไม่รวมคำนวณเงินโบนัสที่จ่ายเป็นรายปี

  • กรณีลูกจ้างได้อยู่บ้านของนายจ้างเพียงคนเดียวโดยไม่เสียค่าเช่าให้คำนวณประโยชน์เพิ่มเป็นเงินได้พึงประเมินในอัตราร้อยละ 20 ของเงินเดือนหรือค่าจ้าง รวมทั้งเงินเพิ่มตลอดปี (ถ้ามี) โดยไม่รวมคำนวณเงินโบนัสที่จ่ายเป็นรายปี
  • กรณีลูกจ้างหลายคนได้อยู่บ้านของนายจ้างหลังเดียว อยู่รวมกันโดยไม่เสียค่าเช่า ให้คำนวณประโยชน์เพิ่มตามเกณฑ์เป็นเงินได้พึงประเมินของลูกจ้างแต่ละคน

2. กรณีนายจ้างได้เช่าบ้านให้เป็นที่พักอาศัยของพนักงานซึ่งดำรงตำแหน่งระดับบริหาร

นายจ้างเป็นผู้ออกค่าเช่าและค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ แม้ต่อมาพนักงานหรือนายจ้างได้ใช้สถานที่ดังกล่าวในการประชุม หรือแม้แต่การจัดงานเลี้ยงรับรองลูกค้าของนายจ้าง ถือว่าค่าใช้จ่ายต่างๆที่นายจ้างจ่ายไปนั้นเป็นประโยชน์ที่พนักงานได้รับทั้งสิ้น พนักงานผู้นั้นต้องนำประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นนายจ้างที่ให้อยู่บ้านพักฟรีหรือลูกจ้างที่เข้าอยู่บ้านพักของนายจ้างก็ตามจะต้องนำประโยชน์ที่ได้มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีต่อไป