เนื่องจากในปัจจุบันสัญาเช่าซื้อถือเป็นสัญญาที่ถูกนำมาใช้กันมาก เพราะในระยะเวลาระหว่างเช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจะมีสิทธิใช้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อ และสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินเมื่อชำระราคาครบถ้วนตามสัญญา ถึงแม้ราคาจะสูงกว่าราคาซื้อขายเงินสด แต่ก็ช่วยให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น และยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินอีกด้วย ซึ่งในที่นี้เราจะมาอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อกันค่ะ

ความหมายของสัญญาเช่าซื้อ

สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาที่เจ้าของเอาทรัพย์สินให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นแก่ผู้เช่า ซึ่งสัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำสัญญาเป็นหนังสือจะมีผลเป็นโมฆะ

ภาระภาษีสัญญาเช่าซื้อ

เงินได้ที่ได้รับตามสัญญาเช่าซื้อ เช่น ค่างวดที่ชำระตามสัญญา ค่าเช่าซื้อ ถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 สามารถแบ่งภาระภาษีได้ ดังนี้

1. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

– กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ให้เช่าซื้อ : ผู้ให้เช่าซื้อต้องนำเงินได้จากการให้เช่าซื้อมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ ( รายได้ทางภาษี – รายจ่ายทางภาษี = กำไรสุทธิ )

– กรณีนิติบุคคลเป็นผู้เช่าซื้อ : ผู้ที่จ่ายเงินได้ตามสัญญาเช่าซื้อเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินที่ก่อให้เกิดรายได้ถาวรต่อธุรกิจ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเกินกว่าระยะเวลา 1 รอบบัญชี ถือเป็นรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุน ไม่สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิทั้งจำนวนได้ทันที ต้องทยอยหักเป็นค่าเสื่อมราคาและค่าสึกหรอ

( ***ทรัพย์สินที่หักค่าเสื่อมราคาและค่าสึกหรอได้ต้องเป็นทรัพย์สินที่เสื่อมราคาได้ หากเป็นที่ดิน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่สามารถหักค่าเสื่อมราคาและค่าสึกหรอได้ )

2. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

การหักค่าใช้จ่าย

– กรณีให้เช่าซื้อสังหาริมทรัพย์ : สามารถหักได้ 2 วิธี คือ แบบเหมาร้อยละ 60 และตามจริง

– กรณีให้เช่าซื้อที่ดิน : สามารถหักได้ 2 วิธี คือ แบบเหมาร้อยละ 60 และตามจริง

การเสียภาษี

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้รับเงินได้ตามสัญญาเช่าซื้อ ต้องนำเงินได้ดังกล่าวมารวมคำนวณยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และมีหน้าที่ต้องนำเงินได้ตามสัญญาเช่าซื้อที่ได้รับตั้งแต่มกราคมถึงมิถุนายนมารวมคำนวณและยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 อย่างไรก็ดี การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามสัญญาเช่าซื้อ หากมีการผิดสัญญา เงินได้จากการผิดสัญญาจะถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 5 ให้ถือว่าเงินได้ที่ได้รับตั้งแต่วันทำสัญญาถึงวันผิดสัญญาทั้งหมด เป็นเงินได้พึงประเมินของปีที่มีการผิดสัญญาทำให้ผู้เช่าซื้อต้องเสียภาษีอย่างอื่นอีกครั้งด้วย

3. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

หากเป็นการเช่าซื้อทรัพย์สินที่เป็นสังหาริมทรัพย์ โดยทั่วไปผู้เช่าซื้อไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี แต่หากเป็นการเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ ผู้จ่ายเงินได้จากการเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งให้เจ้าหน้าที่ ดังนี้

  • กรณีจ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ ผู้จ่ายเงินได้ (ผู้เช่าซื้อ) มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 1
  • กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาสำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรือได้รับจากการให้โดยเสน่หา ผู้จ่ายเงินได้ (ผู้เช่าซื้อ) ต้องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยหักค่าใช้จ่ายร้อยละ 50 ของเงินได้ (ราคาประเมิณ) เหลือเท่าใดถือเป็นเงินสุทธิ แล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง (เกิน 10 ปี นับเพียง 10 ปี) ได้ผลลัพธ์เป็นเท่าใดให้คำนวนภาษีตามตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
  • กรณีจ่ายให้บุคคลธรรมดาสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่น (ได้มาโดยมุ่งหรือมิได้มุ่งทางการค้าหรือหากำไร ผู้จ่ายเงินได้ (ผู้เช่าซื้อ) ต้องคำนวณภาษี หัก ณ ที่จ่าย โดยให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาตามอัตราที่กำหนด เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิ แล้วหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง (เกิน 10 ปี นับเพียง 10 ปี) ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครอง ผลลัพธ์ที่ได้ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

การให้เช่าซื้อ ถือเป็นการขาย หากเป็นการขายสินค้าในราชอาณาจักรต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 เว้นแต่ได้รับยกเว้น หรือมีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาท/ปี

5. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อที่ดิน เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการ อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา 91/2(6) ในอัตราร้อยละ 3.3 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกับมาตรา 4(5) แห่งพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2541 และเนื่องจากเทศบาลฯ เป็นนิติบุคคล ตามมาตรา 91/1 ประกอบกับมาตรา 77/1 แห่งประมวลรัษฎากร จึงมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

6. อากรแสตมป์

สัญญาเช่าซื้อเป็นตราสารลักษณะ 3 ต้องเสียอากรแสตมป์ทุกจำนวน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท เสียอากรแสตมป์ 1 บาท ผู้มีหน้าที่เสีย คือผู้ให้เช่า เว้นแต่เป็นการเช่าซื้อเพื่อทำไร่ ทำนา ทำสวนไม่ต้องเสียอากรแสตมป์

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่ผู้เช่าซื้อ ผู้ให้เช่า และนักบัญชีควรทราบ เพื่อประโยชน์ของสถานประกอบการและการเสียภาษีที่ถูกต้องค่ะ