ไม่ว่าใครก็น่าจะรู้จักโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโครงการที่ทางภาครัฐจัดทำและเป็นที่นิยมอย่างมาก ได้รับการตอบรับจากทั้งร้านค้าและประชาชนทั่วไป แต่ในความสำเร็จของโครงการนี้แน่นอนว่าสิ่งที่ร้านค้าต้องตระหนักคือ เงินที่ได้รับมาเป็นเงินที่จ่ายเข้าบัญชีธนาคารที่ผูกไว้กับโครงการของรัฐ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากมีความชัดเจนว่าเจ้าของร้านมีรายได้เท่าใด สิ่งสำคัญที่หลีกหนีไม่ได้เลยคือต้องเสียภาษีให้แก่รัฐนั้นเอง ซึ่งเจ้าของกิจการหลายท่านไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องภาษีตรงนี้ทำให้โดนภาษีย้อนหลังกันเป็นจำนวนมาก โดยประเด็นที่สำคัญที่เจ้าของกิจการต้องทราบจะมีด้วยกัน 3 ประเด็น คือ

1. การจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (โดยสามารถอ่านวิธีคำนวณได้ที่นี่)

2. ตรวจสอบว่ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านหรือไม่

โดยผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการต้องคำนวณรายได้ที่ได้รับมทั้งหมดตลอดทั้งปีว่ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านหรือไม่ หรือเฉลี่ยเดือนละ 150,000 บาท หากคำนวณแล้วเกิน 1.8 ล้านบาท บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตราร้อยละ 7 กับกรมสรรพากรอีกที่หนึ่งด้วย ซึ่งต้องยื่นขอจดภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่รายได้ถึง 1.8 ล้าน

ข้อควรระวัง คือ กรมสรรพากรอาจได้ข้อมูลไม่เสียภาษีขอผู้ประกอบการมาตรวจสอบ โดยมีการออกหนังสือเชิญพบผู้ประกอบการ ให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจสภาพกิจการ การขอเอกสารของกิจการมาตรวจย้อนหลัง ไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาในการตวจสอบไว้จึงใช้ระยะเวลาตามอายุความทั่วไป และเจ้าพนักงานมีอำนาจเรียกเก็บภาษีย้อยหลังได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการ และต้องเสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญาอีกด้วย

3. โทษทางกฎหมาย

กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

1. ยื่นแบบภาษีทันกำหนด แต่เสียภาษีไม่ครบ

– เสียเบี้ยปรับ 0.5 – 1 เท่า ของภาษีที่ต้องจ่าย

– เสียเงินเพิ่ม 1.5 % ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายโดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดให้ยื่นแบบจนถึงวันที่จ่ายครบ

2. ไม่ได้ยื่นแบบภาษีภายในกำหนด

– มีโทษปรับทางอาญาสูงสุด 2,000 บาท

– เสียเบียปรับ 1 – 2 เท่า ของค่าภาษีที่ต้องจ่าย

– เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดให้ยื่นแบบจนถึงวันที่จ่ายครบ

3. เจตนาละเลยไม่ยื่นแบบภาษี

– มีโทษปรับทางอาญาสูงสุด 5,000 บาท จำคุกสูงสุด 6 เดือน

– เสียเบียปรับ 2 เท่าของค่าภาษีที่ต้องจ่าย โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดให้ยื่นแบบจนถึงวันที่จ่ายครบ

4. หนีภาษี

– มีโทษปรับทางอาญาตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท จำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี

– เสียเบียปรับ 2 เท่าของค่าภาษีที่ต้องจ่าย

– เสียเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องจ่าย โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดให้ยื่นแบบจนถึงวันที่จ่ายครบ

กรณีภาษีมูลค่าเพิ่ม

1. ประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

– เสียเบี้ยปรับ 2 เท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นเงิน 1,000 บาทต่อเดือนภาษีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

– เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดให้ยื่นแบบจนถึงวันที่จ่ายครบ

– จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับ 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ยื่นแบบชำระภาษี

– โทษปรับทางอาญาสูงสุด 2,000 บาท

– ต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ของค่าภาษีที่ต้องจ่าย

– เสียเงินเพิ่ม 1.5% ของเดือนของภาษีที่ต้องจ่ายโดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่พ้นกำหนดให้ยื่นแบบจนถึงวันที่จ่ายครบ

3. ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่จัดทำรายงาน

– มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. เจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มหรือการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิออก

– มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 – 200,000 บาท

5. จงใจไม่เก็บหรือไม่รักษาใบกำกับภาษี

– มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ทั้งนี้ไม่ว่าเจ้าของกิจการทั้งหลายจะได้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งของภาครัฐหรือไม่ก็ตามหากมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็ควรที่จะเสียภาษีให้ถูกต้องก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเรียกย้อนหลังกันดีกว่าค่ะ ถึงแม้หลายท่านอาจจะรู้สึกว่าการเสียภาษีนั้นเป็นจำนวนเงินที่มากแต่หากโดนเรียกเก็บย้อนหลังจะมากกว่าเดิมหลายเท่าเลยค่ะทางที่ดีควรรีบชำระภาษีให้เรียบร้อยกันดีกว่า