ในการประกอบธุรกิจต่างๆ การให้ส่วนลดถือว่าเป็นกลยุท์ทางการตลาดที่สำคัญอย่างหนึ่งในยุคที่เศรษฐกิจแบบนี้เลยก็ว่าได้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่มักมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าสิ่งที่ดีนั้นราคาถูกด้วยล่ะ ก็จะทำให้ผู้บริโภคสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยในการประกอบธุรกิจซื้อ-ขายส่วนใหญ่จะให้ส่วนลดกับผู้บริโภค 2 แบบหลักๆด้วยกัน คือ

1. ส่วนลดการค้า คือ การให้ส่วนลดทันที่ที่ซื้อสินค้าจากราคาที่ตั้งไว้ หรือเป็นการให้ส่วนลดเพื่อส่งเสริมการขาย โดยส่วนลดการค้านี้จะไม่ต้องนำมาบันทึกบัญชี รายการประเภทนี้จะต้องทำการบันทึกด้วยราคาสุทธิหลังจากหักส่วนลดแล้วนั้นเอง

ภาษีที่เกี่ยวข้อง

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล : รับรู้รายได้จากราคาสินค้าหรือบริการหลังหักส่วนลด
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม : ผู้ขายจะเสีย Vat จากยอดขายสินค้าหรือบริการหลังหักส่วนลด
  • ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย : ไม่ต้องเสียภาษี

2. ส่วนลดเงินสด คือ ส่วนลดที่เจ้าหนี้หรือผู้ขายยอมลดให้ลูกค้า เมื่อนำเงินสดมาชำระภายในเวลาที่กำหนด เพื่อจูงใจให้นำเงินมาชำระให้เร็วขึ้นนั้นเอง

ภาษีที่เกี่ยวข้อง

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล : รับรู้รายได้จากราคาสินค้าหรือบริการเต็มจำนวน และรับรู้ส่วนลดเงินสดเป็นรายการหักออกจากรายได้
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม : ไม่ต้องออกใบกำกับภาษีและใบลดหนี้ และผู้ขายจะเสีย Vat จากยอดขายสินค้าหรือบริการก่อนหักส่วนลดแม้ว่าจะได้เงินหลังหักส่วนลดก็ตาม
  • ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย : จะต้องหัก 3% เว้นแต่ 1.) กรณีขายให้ผู้บริโภครายสุดท้ายหรือผู้บริโภคที่ไม่ได้ซื้อเพื่อไปขายต่อ หรือ 2.) กรณีที่ผู้ขายได้มีการระบุเงื่อนไขส่วนลดไว้ในใบแจ้งหนี้หรือใบกำกับภาษีแล้ว

ส่วนลดที่กิจการต้องการจะออกไปนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาษีทั้งสิ้น ผู้ประกอบการทั้งหลายควรศึกษาเรื่องภาษีให้ดีก่อน แต่ถ้ารู้สึกว่าการที่ต้องมานั้งอ่านเกี่ยวกับภาษีนั้นยุ่งยากเกินไป ให้ทางเราฟอร์เวิร์ดช่วยดูแลเรื่องภาษีให้ได้ค่ะ