ภาษีอากร หมายถึง สิ่งที่รัฐบาลจัดเก็บจากประชาชน เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม โดยไม่ได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี

ภาษีอากรแบ่งเป็น 5 ประเภทด้วยกัน

  1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล

  3. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

  4. ภาษีธุรกิจเฉพาะ

  5. อากรแสตมป์

การประกอบธุรกิจมีหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล มีการประกอบธุรกิจ ทั้งขายสินค้าและให้บริการ อีกทั้งบางรายจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแต่บางรายไม่ได้จด ทำให้เกิดความหลากหลายในการประกอบธุรกิจ ซึ่งจะมีภาระภาษีเกิดขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นได้มีการแยกกิจการขายสินค้ากับการให้บริการออกจากกัน โดยมีภาระภาษีที่ต่างกัน ดังนี้

1. กิจการขายสินค้า
เป็นการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการขายสินค้า โดยความรับผิดชอบทั้งหมดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ถึงจะเกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้า ก็ให้ถือมีความรับผิดชอบด้วย
– โอนกรรมสิทธิสินค้า
– ได้รับชำระราคาสินค้า
– ได้ออกใบกำกับภาษี
กิจการขายสินค้าได้รับยกเว้นไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย

2. กิจการให้บริการ
เป็นการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการให้บริการ โดยความรับผิดชอบทั้งหมดจะเกิดขึ้นเมื่อได้ชำระค่าบริการ เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ถึงจะเกิดขึ้นก่อนได้รับชำระค่าบริการ ก็ให้ถือมีความรับผิดชอบด้วย
– ได้ออกใบกำกับภาษี
– ได้ใช้บริการไม่ว่าด้วยตนเองหรือบุคคลอื่น
เมื่อผู้จ่ายเงินเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลมีการจ่ายเงินค่าบริการต่างๆ จะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

ถึงแม้จะเป็นค่าบริการก็ตามไม่ได้หมายความว่าจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3 % เสมอไป อาจจะเป็น 1% 2% 3% หรือ 5% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประมวลรัษฎากรได้กำหนดไว้

เงินประกัน เงินล่วงหน้า เงินมัดจำ และเงินจอง

การขายสินค้าหรือให้บริการในบางกิจการนั้น เมื่อมีการขายสินค้าหรือบริการแล้ว มักจะมีการเรียกเก็บเงินบางส่วนจากลูกค้า ซึ่งการเก็บนั้นจะมีหลายชื่อด้วยกัน เช่น เงินล่วงหน้า เงินประกัน เงินมัดจำ หรือเงินจอง เพื่อเป็นหลักประกันในภายหลัง

1. เงินล่วงหน้า

หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินที่กิจการได้จ่ายล่วงหน้า มักจะมีการกำหนดเงื่อนไขไว้ก่อนทำสัญญาหรือข้อตกลง ซึ่งอาจจะมีการเรียกเก็บในอัตรา 5-15% ของมูลค่าตามสัญญาหรือข้อตกลง

2. เงินประกัน

หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินที่กิจการให้ไว้เป็นการรับประกันว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือสัญญา หากผิดเงื่อนไขหรือสัญญาจะมีการชดใช้ค่าเสียหาย โดยริบเงินประกันหรือเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม

3. เงินมัดจำ

หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินที่ให้ไว้ ณ วันทำสัญญาหรือข้อตกลงในภายหลังเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือสัญญา และอาจเป็นส่วนหนึ่งในการชำระค่าสินค้าหรือให้บริการ

4. เงินจอง

หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินที่จ่ายให้ก่อนที่จะทำสัญญาหรือข้อตกลงในภายหลัง เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีการ ทำสัญญากันจริง หากผู้ซื้อหรือผู้บริการไม่มาทำสัญญา อาจจะถูกยึดเงินจองดังกล่าวได้