อย่างที่หลายคนทราบ การรับหิ้วของนั้นมีมานานแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การรับหิ้วของนั้นจะมีทั้งผู้ที่นำเข้ามาอย่าง ถูกกฎหมายและแอบหิ้วเข้ามาโดยไม่ผ่านพิธีศุลกากรที่ถูกต้องหรือเป็นการหนีภาษีนั้นเอง

หากมีผู้นำของหิ้วเข้ามาโดยไม่มีการเสียภาษีก็อาจจะทำให้หลายคนมีแรงจูงใจในการนำของเข้ามาโดยการหิ้วเพราะราคาจะถูกกว่าที่นำเข้าโดยปกติทั่วไป ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ผู้ประกอบการที่นำเข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็อาจจะรู้สึกไม่เป็นธรรมได้

หลักเกณฑ์ของภาษีศุลกากรเกี่ยวกับของหิ้ว มี 4 ข้อหลักๆ ดังนี้

1. ของหิ้วที่ได้รับการยกเว้นอากร

ของส่วนตัวที่เจ้าของนำมาพร้อมกับตน สำหรับใช้เองหรือใช้ในวิชาชีพและมีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะ แล้วพอสมควรแก่ฐานะมันต้องมีจำนวนเท่าไหรล่ะ?

กรมศุลกากรจึงได้ประกาศข้อกำหนดให้ของหิ้วจะต้องมีมูลค่าไม่เกิน 20,000 บาท หากเกิน 20,000 จะต้องเสียอากร ทั้งนี้บางกรณีอาจจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

2. พิธีการศุลกากรกรณีไม่มีของที่ต้องสำแดง (Nothing to Declare) “ช่องเขียว”

– มั่นใจว่าต้องไม่มีของต้องชำระภาษีอากร

– ของใช้ส่วนตัวมีมูลค่ารวมไม่เกิน 20,000 บาท และไม่มีลักษณะทางการค้า

– จะต้องไม่เป็นของต้องห้าม

– ต้องไม่เป็นของต้องจำกัด

พนักงานศุลกากรสามารถสุ่มตรวจสัมภาระได้ในกรณีที่สัมภาระผ่านเครื่องเอกซเรย์ (X-ray) แล้วมีเหตุอันควรสงสัย หากตรวจพบของต้องเสียอากรในการนำเข้า ถือเป็นความผิด พนักงานจะดำเนินตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

3. พิธีศุลกากรกรณีมีของต้องสำแดง (Goods to Declare) “ช่องแดง”

– ของใช้ส่วนตัวที่มีมูลค่าเกินกว่า 20,000 บาท

– สินค้ามือสองแบรนด์เนมที่มีการนำเข้ามาหลายชิ้น และมีมูลค่าเกิน 20,000 บาท

– ของที่ซื้อจากร้านปลอดอากรขาออก ณ สนามบิน ซึ่งเมื่อซื้อแล้วจะต้องนำออกราชอาณาจักรเท่านั้นหากนำเข้ามาถือว่าเป็นของที่ต้องชำระอากร

ทั้งนี้ถ้าไม่ทราบว่าของที่นำเข้ามาเป็นของที่ต้องเสียภาษีอากรหรือไม่ผู้นำเข้าจะต้องผ่านการตรวจที่ช่องแดงเท่านั้น หากปรากฎว่ามีของที่ต้องเสียภาษีอากร กฎหมายได้กำหนดให้พนักงานศุลกากรมีอำนาจพิจารณาจัดเก็บอากรปากระวางได้

เอกสารที่ต้องใช้

หนังสือเดินทาง พร้อมบัญชีรายการสินค้าหรือใบเสร็จรับเงิน (ถ้ามี)

4. ของหิ้วที่เป็นของต้องห้ามหรือของต้องกำจัด

หากเป็นของต้องห้ามไม่สามารถนำเข้ามาได้ไม่ว่ากรณีใดๆไม่ว่าจะตรวจพบที่ช่องเขียวหรือช่องแดงก็แล้วแต่ ถือเป็นการ หลีกเลี่ยงข้อห้าม ย่อมมีความผิดตามกฎหมายศุลกากร ของนั้นจะต้องถูกกักไว้และผู้ที่นำเข้ามาจะต้องถูกดำเนินคดี

เพิ่มเติม

อากรปากระวาง

หมายถึง อากรที่พนักงานศุลกากรเรียกเก็บจากของที่ผู้เดินทางนำติดตัวเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ต้องผ่านพิธีการ ใบขนสินค้า ไม่ต้องผ่านพิธีศุลกากรอย่างเต็มรูปแบบตามปกติ

หากของนั้นมีหลายชิ้น มูลค่ารวมกันต้องไม่เกิน 200,000 บาท

กรณีของนั้นมีชิ้นเดียวแต่มูลค่าเกิน 200,000 บาท พนักงานมีอำนาจพิจารณาและอนุญาตให้จัดก็บอากรปากระวาง ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และไม่เป็นของต้องห้าม

อากรปากระวางที่จัดเก็บ ประกอบด้วย

อากรขาเข้า, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีสรรพสามิตร ภาษีเพื่อมหาดไทย และค่าธรรมเนียมอืนๆ (ถ้ามี)

ของต้องห้าม

หมายถึง ของที่ห้ามไม่ให้นำเข้ามา หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร เช่น

– สารเสพติด

– วัตถุ หรือสื่อลามก

– ของลอกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า ละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา

– ธนบัตร หรือเหรียญกษาปณ์ปลอม

– สัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ที่อยู่ในบัญชีควบคุมของอนุสัญญาไซเตส

ของต้องจำกัด

หมายถึง ของบางชนิด ที่กฎหมายควบคุมการนำเข้ามาและการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรการนำเข้าและการส่งออกของ ต้องกำกัด ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งจะต้องนำมาแสดงในเวลาปฏิบัติพิธีการศุลกากรด้วย ตัวอย่าง เช่น

ประเภท หน่วยงานที่ออกใบอนุญาต
อาวุธปืน กระสุนปืน วัตถุระเบิด และสิ่งเทียมอาวุธปืน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย www.dopa.go.th
พืชและส่วนต่างๆของพืช กรมวิชาการเกษตร www.doa.go.th
สัตว์มีชีวิตและซากสัตว์ กรมปศุสัตว์ www.dld.go.th
อาหาร ยา เครื่องสำอาง และอาหารเสริม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา www.fda.moph.go.th
ชิ้นส่วนยานพาหนะ กระทรวงอุตสาหกรรม www.industry.go.th
บุหรี่ ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมสรรพสามิต www.excise.go.th
พระพุทธรูป ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ กรมศิลปากร http://nsw.finearts.go.th
เครื่องมือวิทยุสื่อสาร อุปกรณ์โทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  www.nbtc.go.th