ถ้าหากพูดถึงร้านธงฟ้าทุกคนก็น่าจะรู้จักกันดี ร้านธงฟ้าหมายถึง ร้านที่ร่วมโครงการธงฟ้าประชารัฐ เป็นแนวทางที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดขึ้นเพื่อลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าในราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งยังเป็นกลไกสำคัญของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ให้ผู้มีรายได้น้อยนำบัตรมารูดซื้อสินค้าราคาประหยัดซึ่งมีวงเงินในบัตรจำนวน 200-300 บาทต่อเดือน ส่วนมากร้านที่เข้าร่วมโครงการก็จะเป็นร้านค้าขายของชำทั่วไป หรือมินิมาร์ทต่างๆ และส่วนใหญ่ร้านเหล่านี้มักจะไม่ร่วมเฉพาะโคงการธงฟ้าประชารัฐเท่านั้น มีทั้งโครงการคนละครึ่ง โครงการชิมช้อปใช้ และอื่นๆ ที่ภาครัฐได้อนุมัติมาในแต่ละปี ร้านที่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้จึงมีรายได้ค่อนข้างที่จะมากในแต่ละปี

ดังนั้น หากมีรายได้ที่มากก็จะต้องเสียภาษีที่มากตามไปด้วย บทความนี้เราจึงจะมาพูดถึงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐต่างๆเหล่านี้จะต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และมีแนวทางอะไรบ้างที่จะสามารถทำให้ประหยัดภาษีได้มากขึ้น

ภาษีอะไรบ้างที่ร้านที่เข้าร่วมโครงการรัฐจะต้องเสีย

ต้องบอกก่อนว่าส่วนมากร้านค้าเหล่านี้จะยังเป็นบุคคลธรรมดาที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนะครับ ภาษีที่จะต้องเสียก็จะมี ดังนี้

1 . ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เพราะว่ายังเป็นบุคคลธรรมดาอยู่นะครับ แค่เปิดกิจการร้านค้าพาณิชย์ทั่วไป ซึ่งจะเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่จะต้องยื่นแบบเสียภาษีทั้งครึ่งปี และสิ้นปีครับ

ครึ่งปี ยื่นแบบ ภ.ง.ด.94

คือรายได้ ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงครึ่งปีแรก ยื่นภายในวันที่ 1 ก.ค – 30 ก.ย เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ที่ต้องชำระครับ

สิ้นปี ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90

ที่มีรายได้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ ภายในวันที่ 1 ม.ค – 31 มี.ค ของปีถัดไปครับ แต่ตอนยื่นสิ้นปีก็นำภาษีที่ยื่นครึ่งปี มาหักออกด้วยนะครับ

โดยเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 40(8) นี้จะเสียภาษีได้อยู่ 2 แบบ คือ 1.หักตามจริง 2.หักแบบเหมา 60% ครับ ซึ่งในส่วนของรายละเอียดการคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นในบทความนี้ผมจะไม่ได้สอนวิธีการคำนวณไว้นะครับ ถ้าหากใครต้องการรู้วิธีการคำนวนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสามารถคลิ๊กเข้าไปอ่านในลิ้งนี้ได้เลยครับ Click

2 . ภาษีมูลค่าเพิ่ม (กรณีรายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี)

ต้องบอกว่ามีหลายๆ กิจการแล้วที่ยังไม่ทราบถึงภาษีมูลค่าเพิ่มตัวนี้ จนมีการปล่อยปะละเลยทำให้กิจการรายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี มาหลายเดือน หรือเป็นปีก็มี จนสรรพากรตรวจพบว่ามีรายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปี มานานแล้วทำให้โดนเก็บภาษีย้อนหลัง บางกิจการต้องจ่ายเป็นแสนสองแสนก็มี เพราะฉะนั้นจะต้องระวังในส่วนของภาษีตัวนี้ด้วยนะครับ เพราะเรื่องพวกนี้ทางสรรพากรไม่ได้มีหน้าที่มาบอกเราว่ารายได้ไกล้ถึง 1.8 ล้าน ให้ไปจดทะเบียนด้วยนะ ทางเราจะต้องศึกษาหาความรู้เรื่องกฎหมายเองนะครับ

แต่ถ้าหากใครรู้ทันว่ารายได้ใกล้จะแตะ 1.8 ล้านต่อปีแล้ว ก็สามารถไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่กรมสรรพากรพื้นที่ใกล้บ้านได้เลยครับ หรือปัจจุบันสามารถจดแบบออนไลน์ได้ด้วยครับ และหากจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จะมีหน้าที่ที่จะต้องทำคือ จัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายงานวัตถุดิบ เพื่อกรอกในแบบ ภพ.30 ยื่นต่อกรมสรรพากร ไม่เกินวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ในทุกๆเดือนด้วยนะครับ หากใครต้องการรู้รายละเอียดเกี่ยวกับ ภาษีมูลค่าเพิ่มมากนี้สามารถคลิกเข้าไปที่ลิ้งนี้ได้เลยครับ Click

แนวทางอะไรบ้างที่จะทำให้ประหยัดภาษีลงได้

1 . ทำบัญชีรายรับรายจ่าย หากกิจการยังไม่มีรายได้ที่มากนัก ยังไม่เกิน 1.8 ล้านต่อปี แต่อยากประหยัดภาษีมากขึ้น แนะนำให้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายครับ เพราะจะช่วยให้เรารู้กำไรที้แท้จริงของกิจการ และสามารถนำไปเป็นหลักฐานประกอบการหักภาษีแบบ หักตามจริงได้ด้วยครับ อาจจะทำให้เราประหยัดภาษีลงได้และเป็นประโยชน์ต่อกิจการด้วยครับ หากใครต้องการทราบวิธีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายผมได้เขียนไว้อีกหนึ่งบทความสามารถเข้าไปอ่านได้ครับ คลิ๊กที่ลิ้งนี้ Click

2 . จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนั้นจะเหมาะกับกิจการ ที่มีรายได้ต่อปีค่อนข้างที่จะมากแล้ว เสียภาษีต่อปีก็มาก แถมยังรายได้เกิน 1.8 ล้านต่อปีอีก จะต้องไปจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และมีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายงานวัตถุดิบ เพื่อกรอกในแบบ ภพ.30 ยื่นต่อกรมสรรพากรอีก ดังนั้นเราแนะนำให้มาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลดีกว่าไหม จะเป็นบริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก็ได้ เพราะว่าการเป็นนิติบุคคลนั้น จะสามารถนำค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกี่ยวกับกิจการมาหักกับรายได้ของกิจการได้ เพื่อเสียภาษีที่น้อยลง และอีกอย่างอัตราภาษีของนิติบุคคล จะสูงสุดที่ 20% เท่านั้น ถ้าเทียบกับบุคคลธรรมดาอัตราภาษีจะสูงถึง 35% เลยครับ และอีกอย่างการเป็นนิติบุคคลนั้นจะมีความน่าเชื่อถือกว่าการเป็นบุคคลธรรมดาอีกเป็นเท่าตัวเลยครับ การขอสินเชื่อต่างๆก็จะง่ายกว่าบุคคลธรรมดาครับ แต่การเป็นนิติบุคคลนั้นจะมีหน้าที่หลักๆเข้ามาคือ จะต้องจัดทำบัญชี ออกงบการเงิน มีผู้สอบบัญชีเซ็นต์งบการเงินนั้นด้วย เพื่อยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร ทุกๆปี ดังนั้นอาจจะมีค่าทำบัญชี และค่าตรวจสอบบัญชีเข้ามา ตรงนี้ก็จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าของกิจการอีกทีว่ามันคุ้มกับการที่ประหยัดภาษีลงไหม

สุดท้ายนี้หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่กำลังประกอบกิจการร้านค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการของรัฐ หรือร้านค้าออนไลน์อื่นๆ ที่กำกลังคิดที่จะประหยัดภาษีลง และหากใครที่กำลังจะตัดสินใจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ไม่ว่าจะเป็น บริษัทจำกัด หรือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามารถปรึกษาเราได้ บริษัท ฟอร์เวิร์ด แอคเคาน์ติ้ง จำกัด เราเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพมากด้วยประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับสายนี้โดยตรงกว่า 10 ปี เรามีทั้งบริการ รับจดทะเบียนบริษัท บริการรับทำบัญชี บริการตรวจสอบบัญชี ซึ่งเรามั่นใจได้เลยว่าราคาค่าบริการของเราถูกและมีคุณภาพไม่แพ้ที่อื่นเลยครับ