ในเรื่องนี้หลายๆท่านเมื่อเปิดกิจการมาแล้วก็คงไม่มีใครอยากให้ให้เกิดขึ้น แต่ถ้าหากเมื่อเกิดขึ้นแล้วมีสิ่งที่บริษัททั้งหลายควรระวัง เช่น เรื่องภาษี หรืองบการเงิน เป็นต้น โดยในที่นี้เราจะมาบอกให้ฟังกันค่ะ

1. ผู้ถือหุ้นควรเห็นด้วยกับการเลิกกิจการ

ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทสิ่งแรกเลยในฐานะผู้ถือหุ้นควรที่จะต้องทำนั่นคือ ต้องแจ้งและปรึกษาเรื่องการเลิกกับผู้ถือหุ้นท่านอื่นๆด้วย เนื่องจากหากมีท่านใดที่ไม่เห็นด้วยกับการเลิกและทางคุณดำเนินการเลิกกิจการไปเองโดยที่ผู้ถือหุ้นไม่เห็นด้วย ทางคุณอาจถูกฟ้องร้องได้หากไม่ได้ปฎิบัติตามขั้นตอนการเลิกอย่างถูกต้อง

2. งบการเงินย้อนหลังต้องนำส่งให้ครบถ้วนก่อนเลิกกิจการ

ก่อนดำเนินการเลิกกิจการหากบริษัทของคุณมีงบการเงินย้อนหลังที่ยังไม่ได้นำส่ง ทางคุณจะต้องนำส่งงบการเงินย้อนหลังให้ครบถ้วนก่อนเพราะในขั้นตอนการจดเสร็จชำระบัญชี บริษัทจะต้องยื่นงบการเงิน ณ วันเลิกกิจการด้วย ซึ่งหากไม่มีตัวเลขจากงบการเงินปีก่อนๆยกมา ทางคุณจะไม่สามารถทำงบการเงิน ณ วันเลิกกิจการได้ และจะไม่สามารถจดเสร็จชำระบัญชีได้

3. นำส่งภาษีต่างๆที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนก่อนเลิกกิจการ

หากยังมีภาษีต่างๆที่ค้างชำระกับกรมสรรพากรอยู่ เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ ควรที่จะจัดการภาษีค้างชำระดังกล่าวก่อนเลิกบริษัท เพราะหากไปจดเสร็จชำระบัญชีเรียบร้อยแล้วโดยที่บริษัทยังมีภาษีต่างๆค้างอยู่ นั่นเท่ากับว่าทางยื่นจดทะเบียนอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา

4. หานักบัญชีที่มีประสบการณ์มาดำเนินการเลิกกิจการ

ในการเลิกบริษัทนั้นจะมีประเด็นทางด้านงบการเงินและทางด้านภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก หากเลือกใช้นักบัญชีที่ไม่มีประสบการณ์ และวิเคราะห์การเลิกมาไม่ดี ทางคุณอาจจะมีความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีค่อนข้างมาก

หากไม่รัดกุมหรือทำไม่ถูกต้อง ประเด็นทางด้านบัญชีภาษีต่างๆที่พบเจอบ่อยที่อาจทำให้เสียภาษีเพิ่มเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้มีการวางแผนการเลิกที่ดีพอ เช่น

  • มีสินค้าคงเหลือค้างมาในงบการเงินเป็นจำนวนมาก
  • มีบัญชีประเภท ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ค้างมาในงบการเงิน
  • ลูกหนี้/เจ้าหนี้กรรมการ
  • มีดอกเบี้ยค้างรับในงบการเงิน
  • มีกำไรสะสมในงบการเงิน
  • เจ้าหนี้ ลูกหนี้ คงค้าง

ประเด็นเหล่านี้ควรจะนำมาวิเคราะห์และพิจารณาก่อนเลิกว่าบริษัทควรจะดำเนินการอะไรก่อนบ้าง เพื่อให้ประหยัดภาษีได้มากที่สุดแบบถูกต้องตามกฎหมาย

5. แจ้งเลิกบริษัทกับประกันสังคม

กรณีที่บริษัทได้ขึ้นทะเบียนประกันสังคมไว้ สิ่งที่เราต้องทำมี 2 เรื่อง ตามกฎหมายดังนี้

  • ทำหนังสือแจ้งพนักงานที่จะเลิกจ้างล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง และจ่ายค่าชดเชยตามอายุการทำงานในอัตราที่กฎหมายกำหนด
  • แจ้งเลิกกิจการโดยยื่นแบบ สปส.6-15 การเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง

6. ต้องจดทะเบียนเลิกที่กรมสรรพากรด้วย (กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม)

หากบริษัทอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม นอกจากการจดทะเบียนเลิกที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว บริษัทจะต้องดำเนินการจดทะเบียนเลิกที่กรมสรรพากรด้วย โดยการยื่นแบบ ภพ.09 ภายใน 15 วันนับจากวันที่จดทะเบียนเลิกกิจการ หลังจากที่ยื่น ภพ.09 แล้วต้องรอให้สรรพากรเรียกตรวจประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับบริษัทว่าได้นำส่งภาษีถูกต้องครบถ้วนหรือยัง ถ้าสรรพากรไม่ติดใจแล้วก็จะได้รับ “หนังสือขีดชื่อเลขประจำตัวผู้เสียภาษีออกจากระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม” จึงจะสามารถจดเสร็จชำระบัญชีได้

***แต่ในทางปฏิบัติแล้วสามารถจดเสร็จการชำระบัญชีก่อนได้เพราะกว่าที่ทางสรรพากรจะเรียกตรวจใช้เวลาค่อนข้างนานอาจทำให้เลยระยะเวลาเสร็จการชำระบัญชีของแต่ละบริษัทได้ ซึ่งในขั้นตอนนี้ถ้าหากเราข้ามขั้นตอนของสรรพากรก็จะมีค่าปรับประมาณ 3,000 ค่า

ทั้งนี้ก่อนจะเลิกกิจการทางผู้ถือหุ้นหรือผู้มีส่วนได้เสียในกิจการควรศึกษาการแจ้งเลิกให้ดีว่าทางบริษัทนั้นจดทะเบียนอะไรไว้บ้างเพราะแต่ละที่ก็จะมีระยะเวลาจำกัดของแต่ละหน่วยงานอีกด้วย อีกทั้งยังต้องหาผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีที่น่าเชื่อถืออีกด้วย ซึ่งถ้าหากบริษัทไหนมีเหตุให้ต้องเลิกกิจการหรือปิดบริษัทให้เราฟอร์เวิร์ช่วยได้ค่ะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี