หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าเครื่องหมายการค้านั้นมีไปทำไม มีประโยชน์อย่างไร ทำไมต้องจดให้ยุ่งยากด้วยในเมื่อไม่จดก็สามารถใช้ได้ ซึ่งเครื่องหมายการค้าถ้าจะให้พูดในแง่ของกฎหมายก็คือ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือตราที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ เป็นทรัพย์สินย์ทางปัญญาชนิดหนึ่ง ถ้าจดเครื่องหมายการค้าแล้ว เจ้าของเครื่องหมายมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายการค้า สามารถโอนสิทธิ ทำสัญญาให้บุคคลอื่นใช้ได้ มีสิทธิที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายของตนเองได้

อายุความคุ้มครอง

10 ปี นับตั้งแต่วันรับจดทะเบียน และต่ออายุได้อีกคราวละ 10 ปี การต่ออายุสามารถต่ออายุได้ก่อนวันสิ้นอายุ 6 เดือน หรือหลังสิ้นอายุแล้วภายใน 6 เดือนก็ได้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มร้อยละ 50 ของค่าธรรมเนียมเบื้องต้น

ประเภทเครื่องหมายการค้า

  1. เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น เช่น บรีส มาม่า กระทิงแดง เป็นต้น
  2. เครื่องหมายบริการ (Service Mark) คือ เครื่องหมายที่ใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับบริการ เพื่อแสดงว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างกับบริการที่ใช้เครื่องหมาย บริการของบุคคลอื่น เช่น เครื่องหมายของสายการบิน ธนาคาร โรงแรม เป็นต้น
  3. เครื่องหมายรับรอง (Certification Mark) คือ เครื่องหมายที่เจ้าของเครื่องหมายรับรองใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับ สินค้าและบริการของบุคคลอื่น เพื่อเป็นการรับรองคุณภาพของสินค้า หรือบริการนั้น เช่น เชลล์ชวนชิม แม่ช้อยนางรำ ฮาลาล (Halal) เป็นต้น
  4. เครื่องหมายร่วม (Collective Mark) คือ เครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการที่ใช้โดยบริษัทหรือวิสาหกิจในกลุ่ม เดียวกัน หรือโดยสมาชิกของสมาคม กลุ่มบุคคล หรือองค์กรอื่นใดของรัฐหรือเอกชน เช่น ตราช้างของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด เป็นต้น

ลักษณะของเครื่องหมายการค้าที่สามารถจดทะเบียนได้

  1. เครื่องหมายการค้าต้องมีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่าง ให้คนทั่วไปสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสินค้าของเราและผู้ประกอบการเจ้าอื่นๆ ได้
  2. เครื่องหมายการค้าจะต้องไม่ใช้คำบรรยายสินค้าหรือบริการที่นำมาจดทะเบียนโดยตรง เช่น คำว่า Beauty ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้าของสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์ได้
  3. เครื่องหมายการค้าต้องไม่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ทำการจดทะเบียนเอาไว้แล้ว ผู้ประกอบการสามารถเข้าไปเช็กได้เลยที่ เว็บไซต์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา
  4. เครื่องหมายการค้าต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น ชื่อประเทศ ชื่อทางภูมิศาสตร์ ลายธงชาติ เครื่องหมายราชการ สัญลักษณ์เกี่ยวกับศาสนา คำหยาบคาย หรือภาพลามกอนาจาร

ยื่นเรื่องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ที่ไหน?

  1. ยื่นจดทะเบียนด้วยตัวเองที่สำนักงานกรมทรัพย์สินทางปัญญา
  2. ยื่นจดทะเบียนด้วยตัวเองที่สำนักงานพาณิชย์ประจำจังหวัด
  3. ยื่นจดทะเบียนผ่านทางออนไลน์บนเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th

เอกสารและหลักฐาน

1. ต้นฉบับคำขอจดทะเบียน แบบ ก. 01
2. ภาพเครื่องหมายการค้าที่ต้องการจดทะเบียน ขนาดไม่เกิน 5×5 เซนติเมตร ขนาดไฟล์ไม่เกิน 500KB จำนวน 1 รูป
3. บัตรประจำตัวของเจ้าของเครื่องหมายการค้า
– บุคคลธรรมดา ใช้สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทาง เซ็นสำเนาถูกต้อง
– นิติบุคคล ใช้สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลที่ออกไม่เกิน 6 เดือน พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง
4. หนังสือมอบอำนาจ
5. สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ เซ็นสำเนาถูกต้อง

ทั้งนี้ถ้าหากใครมีแบบเครื่องหมายการค้าที่ออกแบบเอง แล้วไม่อยากให้ใครมาลอกเลียนแบบหรือใช้เครื่องหมายการค้าแบบเดียวกับเราแนะนำว่าควรจดทะเบียนการค้าไว้ดีกว่า เพื่อให้เครื่อหมายการค้าที่เราออกแบบนั้นเป็นของเราโดยสมบูรณ์ ผู้อื่นไม่สามารถใช้แบบเดียวกับเราได้ค่ะ